ยาพ่นจมูกแต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร ? ยาพ่นจมูก (Nasal spray) สำหรับรักษาอาการภูมิแพ้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีตัวยาละลายหรือแขวนลอยอยู่ในกระสายยาบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่มาพร้อมกับเครื่องพ่นยา (Sprayer) เป็นหัวฉีดสำหรับพ่นเข้าโพรงจมูก พร้อมที่กด เพื่อบริหารยาให้อยู่ในรูปละอองฝอยที่มีขนาดยาแน่นอนต่อครั้งที่พ่นยา

ยาพ่นจมูก สามารถแบ่งการรักษาตามกลุ่มยา ดังนี้
ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ เช่น บูดีโซนายด์ (Budesonide) ฟลูติคาโซน (Fluticasone) โมเมทาโซน (Mometasone) ใช้รักษาอาการคันจมูกจามน้ำมูกไหลคัดแน่นจมูกเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตลอดปีริดสีดวงจมูกและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของริดสีดวงจมูกภายหลังการผ่าตัดไม่ควรใช้ยาพ่นชนิดนี้ติดต่อกันเกิน 7วัน เพราะอาจทำให้เกิดเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบจากยาและบวมมากขึ้น อาการคัดจมูกแย่ลง และควรระวังการใช้ยานี้ใน ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงต้อหินมุมปิดโรคหัวใจโรคจิตต่อมลูกหมากโตต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หรือไซนัสอักเสบร่วมด้วย
ยาพ่นจมูกที่ออกฤทธิ์หดหลอดเลือดของเยื่อบุโพรงจมูกเช่น เอฟีดรีน (Ephedrine)ออกซีเมตาโซลีน (Oxymetazoline) ไซโลเมตาโซลีน (Xylometazoline) ใช้บรรเทาอาการคัดจมูก ลดน้ำมูกในโรคหวัด โพรงจมูกอักเสบ และหยุดเลือดกำเดาที่ออกทางจมูก แพทย์จะปรับขนาดยาชนิดนี้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย แพทย์จะลดขนาดยาและความถี่ในการใช้ยานี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมอาการเท่านั้น

วิธีการใช้ยาพ่นจมูก
ทำความสะอาดช่องจมูกด้วยการสั่งน้ำมูกออกหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือก่อนให้เรียบร้อย แล้วล้างมือให้สะอาด
เปิดฝาครอบขวดยาออก จับขวดยาในแนวตั้ง แล้วจับให้ถนัดมือ (วางนิ้วชี้และนิ้วกลางลงบริเวณไหล่ของขวดยา และใช้นิ้วหัวแม่มือวางอยู่ใต้ขวด)
เขย่าขวดยาพ่นจมูกในแนวดิ่งทุกครั้งก่อนใช้ยา และในกรณีใช้ยาขวดใหม่ควรทดลองกดพ่นยาทิ้งสัก 2-3 ครั้ง เพื่อเป็นการไล่อากาศ
สอดปลายหัวพ่นเข้ารูจมูก โดยให้ปลายหัวพ่นเฉียงไปทางด้านข้างเล็กน้อย คือชี้ไปทางหางตาข้างเดียวกับรูจมูกนั่นเอง (ไม่ควรพ่นยาเข้าหาผนังที่กั้นโพรงจมูก เพราะอาจทำให้เป็นแผลและมีเลือดกำเดาไหลได้)
ก่อนพ่นยาให้นั่งตัวตรง ก้มหน้าเล็กน้อย แล้วจึงกดพ่นยาเข้าที่ช่องจมูกข้างละ 1-2 ครั้ง (ควรกดยาพ่นให้เร็วและแรงเพื่อช่วยให้ยากระจายตัวได้ดีในลักษณะเป็นละอองฝอย) และทำซ้ำขั้นตอนเดิมกับจมูกอีกข้าง
เช็ดทำความสะอาดปลายหัวพ่นให้แห้งด้วยสำลีหรือทิชชู่สะอาด ปิดฝาให้เรียบร้อย และล้างมือให้สะอาด

คำแนะนำ/ข้อควรระวังในการใช้ยาพ่นจมูก
ยาพ่นจมูกแต่ละกลุ่มล้วนมีข้อบ่งชี้ ข้อควรระวัง และส่วนประกอบยาที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ก่อนใช้ยานี้ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงอาการป่วยในปัจจุบัน ประวัติทางการแพทย์ และประวัติการแพ้ยาต่าง ๆ รวมถึงต้องศึกษาวิธีการใช้ยาและอ่านคำเตือนบนฉลาดยาให้ดีก่อนใช้เสมอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ

แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนใช้ยานี้หากคุณเคยมีประวัติการแพ้ยา (โดยเฉพาะส่วนประกอบของยาพ่นจมูกชนิดใดก็ตามที่กล่าวไปข้างต้น รวมไปถึงยาชนิดอื่น ๆ อาหาร และสารใด ๆ), หากกำลังตั้งครรภ์ วางแผนจะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร (เพราะยาพ่นจมูกบางชนิดสามารถซึมผ่านน้ำนมไปยังทารกและอาจเป็นอันตรายต่อทารกได้), หากมีภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน ต้อหิน ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ปัสสาวะลำบากจากต่อมลูกหมากโต, หากเคยมีอาการชัก เคยเป็นโรคต้อกระจก ต้อหิน โรคหืด หรือมีการติดเชื้อ เช่น โรคเริมที่ตา หัด วัณโรค อีสุกอีใส และ/หรือเคยเข้ารับการผ่าตัดหรือเกิดการบาดเจ็บที่จมูก หรือมีแผลที่จมูก
แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับโรคประจำตัวและยาทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่ (เพราะยาประเภทนี้บางตัวอาจส่งผลต่ออาการป่วยหรือประสิทธิภาพของยาบางชนิด)
ก่อนเข้ารับการรักษาใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบเสมอว่ากำลังใช้ยาพ่นจมูกชนิดใด ๆ อยู่
ยากลุ่มนี้เป็นเพียงยาใช้บรรเทาอาการคัดจมูกเท่านั้น ไม่ได้ช่วยลดการอักเสบ หรือลดอาการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้แต่อย่างใด ดังนั้นก่อนซื้อใช้ทุกครั้งต้องเข้าใจเสมอว่าตัวยาจะช่วยลดอาการคัดจมูกเท่านั้น
ด้วยยาพ่นจมูกเป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็ว ช่วยให้จมูกโล่งแทบจะในทันทีหรือภายใน 5 นาทีหลังการพ่น จึงทำให้มีหลายคนใช้ยาพ่นบ่อย ๆ ซึ่งสิ่งที่ต้องระวังในการใช้ยาพ่นจมูกทุกยี่ห้อก็คือ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดอาการคัดจมูกมากขึ้นหลังจากหยุดใช้ยา ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าว จึงควรใช้ยาพ่นจมูกเมื่อมีอาการคัดจมูกมากเท่านั้น และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 5-7 วัน (ถ้าต้องใช้นานกว่านั้นแพทย์หรือเภสัชกรจะเป็นผู้ให้คำแนะนำเป็นกรณีเฉพาะในแต่ละบุคคล)
หลังพ่นยาพยายามอย่าจามในทันทีหลังจากพ่นยา และไม่ควรสั่งจมูกหรือล้างจมูกเป็นเวลา 15 นาที เนื่องจากยาที่พ่นจะออกมาพร้อมกับน้ำมูก (หากมียาไหลลงคอให้กลืนได้หรือให้กลั้วคอด้วยน้ำสะอาด)
ควรเก็บยาไว้ที่อุณหภูมิน้อยกว่าหรือเท่ากับ 25 องศาเซลเซียส และก่อนใช้ยาครั้งต่อไปให้นำออกมาไว้ที่อุณหภูมิห้องหรือกำขวดยาให้อุ่นก่อนใช้